suki blog และเรื่องรักเบอร์ห้า 2550

























www.sukiflix.com
suki blog "เรื่องรักเบอร์ห้า"

One Fine Spring Day
Christmas in August



....


หนังสือเล่มแรกที่ฉันหยิบหนังสือ เรื่องรักเบอร์ห้า ของ “ปราย พันแสง” ขึ้นมาอ่าน ช่วงเวลา 6 -7 วันที่อยู่ในเมืองกรุง เพื่อฆ่าเวลาในยามค่ำคืนในห้องพักของน้องสาว ยามค่ำคืนที่รายการทีวีไม่มีอะไรที่ดึงดูดพอให้นั่งจดจ่ออยู่หน้าจอได้
...
เป็นหนังสือเล่มแรกที่หยิบมาอ่าน (โดยไม่ตั้งใจ) จากจำนวนหนังสือทั้งหมดที่ไปเลือกซื้อในงานสัปดาห์หนังสือเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
...
แม้จะไม่ได้เป็นแฟนเหนียวแน่นของ ปราย พันแสง ถึงขนาดถึงขั้นซื้อหนังสือ แต่ก็พอรู้จักมักคุ้น ด้วยเพราะเคยอ่านงานของเธอมาบ้าง จากบทความที่เธอเขียนในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉันเองก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจิตใต้สำนึกส่วนไหน หรืออะไรดลใจให้เลือกซื้อหนังสือ “เรื่องรักเบอร์ห้า” ในครั้งนี้
...
ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ต้นจนจบภายในคืนเดียว อ่านไปเรื่อย ๆ ถึงมุมมองความรักต่าง ๆ นานา ที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมาเขียน ผ่านเรื่องเล่า เรื่องแต่ง บทกวี ภาพยนตร์ ฯลฯ ซึ่งเนื้อหาหลักของเล่มเน้นเรื่องราวไปที่รักแบบแรกพบ อ่านแล้วก็รู้สึกเพลิดเพลินดี แต่ยังไม่ถึงขั้นซาบซึ้งตรึงใจอะไรมากมายนัก อาจเพราะด้วยความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ค่อนข้างน้อย (ไม่รู้ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือประสบการณ์ที่ขัดเกลาเหลาหลอม)
.......
เมื่ออ่านมาจนถึงบทสุดท้ายของหนังสือที่ชื่อว่า “หวานชื่นหรือปวดร้าว ก็เท่านั้น” ที่พูดถึงหนังสัญชาติเกาหลีสองเรื่องของผู้กำกับ เฮอร์ จิน โฮ คือ “One Fine Spring Day” และ “Christmas in August” ซึ่งทั้งสองเรื่อง ฉันเองเคยดูมาแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกประทับใจ กินใจ ไปกับหนังทั้งสองเรื่องตรงส่วนไหนเป็นพิเศษ อย่างมากก็แค่สงสารพระเอกของทั้งสองเรื่อง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความนิ่งสงบของหนังทั้งสองเรื่อง อีกส่วนหนึ่งต้องโทษความสามารถในการตีความหนังของตัวฉันเองยังไม่ดีพอ
....
แต่เมื่ออ่านสิ่งที่ปราย พันแสง เธอเขียนถึงหนังสองเรื่องนี้อย่างวิเคราะห์เจาะลึกลงไปถึงก้นบึ้งจิตใจของตัวละคร สภาพแวดล้อมที่หล่อหลอมให้ตัวละครแต่ละตัวคิดเห็น เป็นอยู่ เป็นมา เป็นไป อย่างไร ก็ทำให้ฉันได้คำตอบ สำหรับคำถามที่เคยคาค้าง เคยกังขา (แต่มันก็นานมาแล้ว) จากหนังทั้งสองเรื่องนี้
....



แน่นอนว่า มันเป็นคำตอบให้กับส่วนหนึ่งของชีวิตในด้านความรักของฉันได้อย่างหมดจดครบถ้วน เหมือนเสื้อผ้าสกปรกที่ถูกซักด้วยผงซักฟอก ซักด้วยน้ำอีกสองครั้ง แต่ก็ยังมีสารของผงซักฟอกตกค้างอยู่เล็กน้อย เพราะยังเห็นฟองของผงซักฟอกลอยอยู่ในน้ำอีกนิดหน่อย แต่คราวนี้เป็นการซักน้ำครั้งที่สาม เพื่อล้างคราบของผงซักฟอกนั้นออกจนหมดจดไม่เหลือฟองอีกเลยแม้แต่น้อย



....
ยิ่งอ่าน One Fine Spring Day ที่ปราย พันแสง เขียนถึง ยิ่งรู้สึกเหมือนกับเข้าใกล้กับชีวิตตัวฉันเองมากขึ้นไปทุกที ยิ่งอ่านไป ก็รู้สึกได้ในใจว่า “นี่มัน ชีวิตฉันเลยนี่หว่า” ฉันหมายถึง สิ่งแวดล้อม นิสัยใจคอ ความนึกคิด การตัดสินใจของตัวละครที่เป็นพระเอก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม่ตอนดูหนังจึงไม่รู้สึกแบบนี้ ดูออกจะไกลตัวฉันมากไปด้วยซ้ำ หรือนี่จะเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการอ่านหนังสือ


....
เมื่ออ่านจบ เชื่อไหมว่า นี่เป็นจำนวนน้อยครั้งที่ฉันปิดหนังสือลงด้วยน้ำที่เอ่อล้นอยู่ในดวงตา ภาพแห่งความหลังในบางส่วนของชีวิตต่างผุดพรายขึ้นมา แล้วพร่าเลือนจบลงด้วยแสงแห่งความกระจ่างชัดในหัวใจภายในเวลา 5 นาทีที่ปิดหนังสือเล่มนี้ลง
.....
เช้าวันต่อมาหลังจากที่ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ มันทำให้ฉันนึกถึงเพื่อนบล็อกเกอร์คนหนึ่ง คุณ Rockstar ที่เคยเขียนถึงหนังเรื่อง One Fine Spring Day โดยเปรียบเทียบกับชีวิตรักของเขา แล้วจบลงด้วยคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ ว่าเหตุใดคนรักของเขาจึงจากไป ในชื่อเอ็นทรี่ว่า “เธอจากไปแล้ว และจะไม่จอดรับเราอีก” (เป็นเอนทรี่ที่ฉันคุยข้ามบล็อกกับเพื่อนบล็อกเกอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานที่สุดแล้ว) ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันแอบยืมชื่อเอ็นทรี่ของเขามาเป็นชื่อเรื่องที่เขียนในวันนี้
...
ฉันคิด (อย่างไม่มั่นใจนัก) ว่า หากคุณ Rockstar ได้เข้ามาอ่านเรื่องที่ฉันเขียนในวันนี้ เขาอาจจะพบคำตอบนั้นที่ติดค้างในในมานานก็เป็นได้ ฉันหวังให้เป็นเช่นนั้น
...
ฉันขออนุญาตตัดเอาเพียงบางส่วนที่ปราย พันแสง เขียนไว้ในบทสุดท้ายที่ฉันได้อ่านไว้นำมาให้ได้อ่านกันตามย่อหน้าต่อไปนี้







....
One Fine Spring Day



“ตอนที่อยู่ที่สถานีวิทยุ เมื่อ ซังวู (พระเอก) ถามว่า ต้องทำงานดึกอย่างนี้ ที่บ้านคงเป็นห่วง อึนซู (นางเอก) ตอบว่า “ฉันก็อยากมีคนเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน” จากคำพูดและรูปแบบการใช้ชีวิตของอึนซู น่าจะบ่งบอกถึงความเป็นคนเมืองของเธอได้เป็นอย่างดีขณะซังวู เป็นตัวแทนของโลกเก่า ชีวิตอบอุ่น แต่ก็ดูรุงรังไปด้วยพันธนาการสังคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัวที่มักจะเอ่ยเตือนถึงเรื่องการแต่งงานอยู่เสมอ เช่นป้าที่เคยบอกว่า “แกควรจะแต่งงานให้ย่าทันได้เห็น”
.....
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อซังวูตกหลุมรักอึนซู เขาจึงทุ่มเทปักใจว่าผู้หญิงคนนี้แหละคือ “คนที่ใช่” โดยมิได้เผื่อใจให้กับตัวแปรอื่น ๆ เลยแม้แต่น้อยซังวูเป็นคนขี้อายและพูดน้อย เขามีความสุข ความพอใจในชีวิตเรียบง่าย เป็นได้ว่าก่อนที่จะเจออึนซู ซังวูไม่เคยมีแฟน ไม่เคยมีผู้หญิงคนใด และเมื่อมีอึนซู เขาจึงปักใจแน่นหนาจนยากจะเยียวยาไถ่ถอน
...
ซังวูมองความรักจากพื้นฐานความคิดแบบอนุรักษ์นิยมของตน และคิดว่าจะเป็นไปตามนั้น โดยไม่มีโอกาสหยั่งรู้ได้เลยว่า อึนซูผ่านโลก ผ่านชีวิตแบบใดมาบ้างจะเห็นได้ว่า อึนซู มีชีวิตแบบรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด ดังนั้น การจะรักหรือเลิกคบกับใคร ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ขณะที่ซังวูไม่เคยเข้าใจพฤติกรรมของเธอได้ เช่นเดียวกับที่เขาไม่เข้าใจมาตลอดชีวิตว่า ปู่ที่รักย่าเขาสุดหัวใจนั้นสามารถปันใจไปมีหญิงอื่น จนทำให้ย่าของเขาต้องเจ็บช้ำมาจนทุกวันนี้ไดอย่างไร”



.....
Christmas in August



“ชีวิตของจุง วอน (พระเอก) ใกล้สิ้นสุดลงทุกที แต่โดยไม่คาดฝัน ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ ดาริม (นางเอก) ลูกค้าสาว ก็มีความผูกพันลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสองตกหลุมรักกันและกัน แต่จุง วอน พยายามจะไม่สานต่อความสัมพันธ์นี้ เพราะไม่อยากให้เธอเสียใจกับการจากไปของเขา พฤติกรรมของจุง วอน จึงสร้างความเจ็บปวดให้กับดาริมเป็นอย่างยิ่งความรักที่มีต่อดาริม ทำให้การเผชิญหน้ากับความตายของจุง วอน กลายเป็นความเจ็บปวดยิ่ง ภาพพ่อผู้แก่ชรา ผู้ตื่นมายามดึกแล้วได้ยินเสียงลูกชายคนโตนอนคลุมโปงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในความมืด หรือภาพที่จุง วอน เมาอาละวาดบนโรงพักด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง จึงสื่อถึงความทุกข์ทรมานที่ซุกซ่อนลึกเร้นอยู่ในใจเขาเป็นอย่างดี
........
เพราะความรักที่มีต่อดาริม ทำให้จุง วอน ตระหนักรู้เป็นครั้งแรกว่า ชีวิตที่ต้องจบลงด้วยความตายอาจจะไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่การที่ความตายทำให้เขาต้องปฏิเสธความรักที่กำลังผลิบานงดงามนี่สิ เจ็บปวดทรมานมากกว่า
....
เฮอร์ จิน โฮ (ผู้กำกับภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้) กล่าวถึง Christmas in August ไว้ว่า “ความรัก แม้จะเป็นประเด็นรองในหนังเรื่องนี้ แต่ผมก็อยากทำให้เห็นว่า ความรู้สึกดี ๆ อย่างนั้น มันผ่านเข้ามาแล้วจากไปได้อย่างไร คนเราเปลี่ยนไปตามกาลเวลาได้ขนาดไหน ผมเชื่อว่าเราทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์รักใครสักคนอย่างมาก ๆ แล้วเรามักเชื่อกันว่า ความรู้สึกรักแบบนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยน แต่ผมอยากบอกว่า ความสัมพันธ์ต้องสิ้นสุดลงสักวัน แน่นอน เมื่อถึงวันนั้นความรักก็จะกลายเป็นความเจ็บปวด แต่กระนั้นชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป แล้วจะมีความสัมพันธ์ใหม่เกิดขึ้นมาแทนในที่สุด”