...........................................................................................
"ชื่นใชื่นชอบผลงาน ตั้งแต่ได้อ่านเรื่อง "จดหมายรัก"
ข้อความจากบล็อก playalong.multiply
Posted by YU on Jun 3, '08 12:52 PM
Link: http://prypansang.blogspot.com/
...
'ปราย พันแสง ชื่นชอบผลงานตั้งแต่ได้อ่านเรื่อง "จดหมายรัก" ซึ่งอ่านจบแล้วทำให้อยากเขียนจดหมายหาคนรักทันที แต่ก็ทำไม่ได้เนื่องจากตอนนั้นอยู่ในช่วงที่กำลังอกหัก.... แต่ก็ได้ข้อคิดอะไรหลาย ๆ อย่างจากหนังสือเล่มนั้น และเริ่มติดตามงานเขียนของคุณ 'ปราย พันแสง มาตลอด อาจจะไม่ทุกเล่ม แต่ก็พยายามหามาอ่านให้ได้ และเล่มล่าสุดที่กำลังอ่านอยู่นี้ คือPassion Cafe คาเฟ่ เสน่หา.. ได้มุมมองอะไรอีกแล้ว... (^_^) playalong.multiply.com
ชื่นชอบผลงานตั้งแต่ได้อ่านเรื่อง "จดหมายรัก"
นิตยสารไฮคลาส Vol.26 No.271 August 2008
"เขาบอกว่าวรรณกรรมไทยขายยาก"
จากคอลัมน์ Thai Writer,นิตยสารไฮคลาส
ฉบับที่ 271 สิงหาคม 2008 โดย : กิติคุณ คัมภิรานนท์
'ปราย พันแสง นักเขียนหญิงที่มีผลงานได้รับการยอมรับในวงการวรรณกรรมไทยคนหนึ่ง 'ปราย เริ่มต้นเขียนงานตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยมปลาย ด้วยแรงกระตุ้นจากการอ่านผลงานของนักเขียนท่านอื่นๆ จนเกิดแรงบันดาลใจอยากเขียนงานของตัวเอง 'ปราย คร่ำหวอดในแวดวงหนังสือมายาวนาน ทั้งในฐานะกองบรรณาธิการ นักข่าวหนังสือพิมพ์ บรรณาธิการนิตยสาร นักเขียนบทละครโทรทัศน์ ฯลฯ ปัจจุบัน นอกจากเขียนหนังสืออย่างสม่ำเสมอ เธอยังเป็นหัวเรือใหญ่ นำพานิตยสารและสำนักพิมพ์ freeform โต้คลื่นมรสุมแห่งมหาสมุทรวรรณกรรมไทยที่ไม่เคยได้ดั่งใจ ให้สามารถไปสู่ฝั่งฝันที่ต้องการให้จงได้
อะไรที่ทำให้เริ่มเป็นนักเขียน และอะไรที่ทำให้ยังเป็นนักเขียน
คงเริ่มต้นเหมือนคนเขียนหนังสือทั่วๆ ไป ที่เริ่มจากการเป็นคนอ่านมาก่อน ที่บ้านชอบอ่านหนังสือค่ะ แม่ป้าน้าอาชอบอ่านนิยายกันมากๆ อย่างหนังสือสกุลไทย ขวัญเรือน หรือบางกอก ที่บ้านก็อ่านประจำ เด็กๆ เราเติบโตมาก็เห็นหนังสือพวกนี้ เห็นทุกคนในบ้านอ่านกัน เราก็อ่านบ้าง แรกๆ อาจจะเริ่มจากเซ็คชั่นสำหรับเด็กที่แทรกอยู่ในหนังสือ อ่านนิทานอะไรอย่างนั้น แต่จำได้ว่าตอนเด็กๆ ก็ชอบอ่านเซ็คชั่นเด็กอยู่แป๊บเดียวก็เลิกอ่านแล้ว จะชอบอ่านนิยายหรือเรื่องอื่นๆ ในหนังสือแบบที่ผู้ใหญ่อ่านกันมากกว่า
พออ่านเยอะขึ้นก็เริ่มอยากเขียน เพราะจากที่ได้อ่าน เราก็รู้สึกว่าเรื่องแบบนี้เราน่าจะเขียนได้ ก็คิดไปประสาเด็กค่ะ เพราะพอเราเริ่มมาลงมือเขียนหนังสือเองจริงๆ ก็พบว่าการเขียนหนังสือมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด บางเรื่องเวลาเราอ่านของคนอื่น มันเหมือนจะเขียนออกมาง่ายๆ แต่ลงมือทำมันก็ยาก หรือเรื่องง่ายๆ บางเรื่องที่ประสบความสำเร็จ เราก็จะไปทำตามอย่างนั้นก็ไม่ได้ เราก็ต้องคิดเรื่องใหม่ เขียนเรื่องใหม่อยู่ดี ทุกวันนี้เขียนหนังสือเป็นอาชีพมาหลายปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่นั่งลงเพื่อเขียนเรื่องใหม่ ก็ยังรู้สึกว่างานเขียนเป็นสิ่งที่ยากอยู่เสมอล่ะค่ะ
ส่วนที่ยังทำให้เขียนหนังสือมาจนถึงวันนี้ ก็เพราะว่าสิ่งที่เราเขียนออกไปมันมีคนอ่านอยู่บ้าง ยังมีคนชวนให้เขียนโน่นเขียนนี่อยู่เรื่อยๆ เมื่อเขียน เมื่อพิมพ์หนังสือเป็นเล่มออกมาก็พอมีคนติดตามบ้าง มันก็เลยทำให้เราสามารถทำงานออกมาได้เรื่อยๆ ที่ยังเขียนอยู่ก็เพราะยังมีคนอ่านงานของเราอยู่ค่ะ แต่ก็คิดว่าต่อไป ถึงไม่มีใครอ่านสิ่งที่เราเขียนเลย แต่ถ้าเราอยากเขียน มีสิ่งที่อยากจะเขียน ก็เขียนเองอ่านเองคนเดียวก็ได้นะ
วรรณกรรมที่ดีในทัศนะของคุณต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
ส่วนต้นแบบในการเขียนหนังสือ ดิฉันชอบนักเขียนไทยยุคสุภาพบุรุษนักประพันธ์ค่ะ นักเขียนยุคนั้นทำให้ดิฉันรู้สึกว่าอาชีพเขียนหนังสือหรือทำหนังสือเป็นอาชีพที่มีเกียรติและสง่างามมาก
ปณิธานสูงสุดในฐานะนักเขียนของคุณและวันนี้ทำได้สมปณิธานนั้นหรือยัง
มาไกลเกินฝันมากแล้วค่ะ วันนี้คือกำไรชีวิตล้วนๆ
คนทั่วไปรู้จัก 'ปราย พันแสง ทั้งในฐานะของนักเขียน กวี นักแปล ฯลฯ แต่ถ้าให้คุณนิยามถึงตัวเอง 'ปราย พันแสง คือ?
กวีกับนักแปลนี่คงไม่ใช่หรอกนะคะ ถ้าในฐานะคนเขียนหนังสือคนหนึ่ง น่าจะเป็นคนเขียนคอลัมน์หรือคอลัมนิสต์มากกว่าอย่างอื่น
ถ้าเป็นงานเขียนคอลัมน์ ส่วนมากจะเริ่มที่การคิดประเด็นหรือข้อมูลค่ะ เพราะตั้งกฎให้ตัวเองว่าจะเขียนอะไรสักอย่าง ต้องมีความรู้ใหม่ๆ หรือมุมใหม่ๆ อะไรสักอย่าง ถ้าไม่มีอย่าเขียน จากนั้นตามมาด้วยชื่อเรื่อง เพราะส่วนมากชื่อเรื่องก็คือคอนเซ็ปต์ที่จะเขียน เป็นตัวคุมงานทั้งชิ้นของเรา ดิฉันเคยทำงานหนังสือพิมพ์มาก่อนค่ะ เลยติดว่าเนื้อหาข้างในจะต้องอธิบายพาดหัวข่าวได้ทั้งหมด จากนั้นก็จะให้ความสำคัญกับการเปิดเรื่องและจบเรื่อง เปิดเรื่องต้องสะดุด ทำให้อยากอ่านต่อ จบเรื่องต้องคม มีอะไรติดปากติดใจให้คิดนึดนึง ส่วนมากก่อนจะลงมือเขียนอะไรสักชิ้น ต้องมีชิ้นส่วนพวกนี้ให้ครบก่อนค่ะ ถ้าไม่ครบมันจะเขียนไม่ลื่น อย่างถ้าเขียนๆ ไปแล้วเบื่อ เขียนไม่จบ หรือจบแล้วไม่พอใจเนี่ย เราจะรู้เลยว่าเรามีของไม่ครบ เหมือนแม่ครัวจะทำกับข้าว แต่เครื่องปรุงไม่ครบ มันก็เซ็งค่ะ บางทีต้องเปลี่ยนประเด็นเขียนไปเลย
วิถีชีวิตของคุณทุกวันนี้เป็นเช่นไรใช้เวลาช่วงไหนเขียนหนังสือเป็นหลัก
ช่วงนี้เขียนบล็อกบ้างประปราย (prypansang.blogspot.com) แล้วก็กำลังเขียนนิยายอยู่เรื่องหนึ่ง แต่เขียนๆ หยุดๆ เพราะต้องมาดูแลงานผลิตหนังสือที่ฟรีฟอร์มเป็นหลัก อยากให้มันอยู่ได้ในแง่ธุรกิจ ให้เลี้ยงตัวเองได้ เราจะได้พิมพ์หนังสือที่เราอยากอ่านออกมาได้เรื่อยๆ ดิฉันทำฟรีฟอร์มมาสองสามปีแล้ว ที่ผ่านมาก็ต้องก็ทำงานหนักพอสมควร เลยต้องหยุดงานเขียนคอลัมน์ประจำทั้งหมด แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้ว อีกไม่นานคงปล่อยให้คนอื่นทำแทนได้เต็มตัวแล้ว สำหรับงานเขียนส่วนตัว ตอนนี้ก็หวังแค่ว่าปีนี้ถ้าจบนิยายลงได้ ก็จะสบายใจที่สุด เรื่องอื่นค่อยว่ากัน
ทัศนะของคุณ ต่อวงการวรรณกรรมไทย (ความเป็นอยู่และความเป็นไป)
ตอบ กลุ้มค่ะ ถ้าใครเริ่มเขียนหนังสือตอนนี้ก็ยิ่งกลุ้มแทน ดิฉันเคยพิมพ์หนังสือของนักเขียนไทยท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นการช่วยๆ กันของเพื่อนพ้องน้องพี่ที่รู้จักกันเท่านั้น เพราะพิมพ์น้อย ถึงขายหมดก็ยังไม่มีกำไร แต่ปรากฏว่าบริษัทจัดจำหน่ายไม่ยอมรับไปขายให้ เขาบอกว่าวรรณกรรมไทยขายยาก ขายไม่ได้ นักเขียนต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวไปติดต่อบริษัทจัดจำหน่ายเอาเอง ซึ่งดิฉันมองแล้วก็รู้สึกว่าทำไมนักเขียนไทยเรามันลำบากกันจังนะ การจะเขียนหนังสือให้ดีก็ยากพอแล้ว ยังหาที่พิมพ์ยาก หาที่ขายยากอีกหรือ กลุ้มจริงๆ
มีน้องคนหนึ่งรู้จักกัน เพิ่งลาออกจากบริษัทเพื่อมาเขียนหนังสืออย่างเดียว เพิ่งเขียนนิยายเสร็จไปเรื่องหนึ่ง ก็ส่งมาให้ดิฉันช่วยอ่าน ดิฉันอ่านไปก็กลุ้มไป ถ้ายิ่งเขียนดีเนี่ยคงยิ่งกลุ้มใจกว่านี้ พอดีน้องเขาเพิ่งเริ่ม ยังเขียนได้ไม่ค่อยลงตัวนัก ถ้าเอาจริงก็คงต้องใช้เวลาฝึกฝนอีกนานพอสมควร ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อน้องเขาเขียนเก่งดีแล้ว วงการวรรณกรรมไทยเราจะเปิดกว้างกว่านี้ แต่คิดว่าคงยากค่ะ ใครเขียนหนังสือตอนนี้ก็คงลำบากหน่อย ถึงคุณมีเงินพิมพ์หนังสือของตัวเองออกมาได้ ..ก็ไม่แน่ว่าจะมีที่ขายนะคะ จะเป็นนักเขียนตอนนี้ให้เวลาคิดใหม่ได้อีกที หรือต้องหาทางหนีทีไล่ให้ตัวเองดีๆ ไม่งั้นอยู่ยากค่ะ
"รางวัล"จำเป็นไหมต่อวงการวรรณกรรมและสภาพการณ์ที่มีการประกวดรางวัลผุดขึ้นมากมายในปัจจุบันคุณคิดเห็นว่ามันสื่อถึงอะไร
จำเป็นนะคะ ยิ่งมีมากๆ ยิ่งดีค่ะ มันน่าจะสื่อถึงการดิ้นรนหาทางรอดตายของวรรณกรรมนะคะ แนวโน้มคงเป็นทั่วโลก ไม่เฉพาะในบ้านเรา ขนาดสำนักพิมพ์ใหญ่ในต่างประเทศบางแห่ง ยังคิดถึงขนาดว่าจะหานายแบบหนุ่มหล่อมาเป็นพรีเซ็นเตอร์อ่านหนังสือ เพื่อส่งเสริมการอ่านขนาดนั้น อย่างวรรณกรรมไทยตอนนี้ มันก็แทบจะไม่มีชั้นวางในร้านหนังสือแล้ว การมีรางวัลขึ้นมา มันก็เหมือนส่องไฟสป็อตไลท์ไปตรงหนังสือเล่มนั้น ให้มันเด่นสะดุดตาขึ้นมา คือในแง่หนึ่ง มันก็เป็นการให้กำลังใจคนทำงาน ถึงหนังสือขายไม่ออก แต่มันได้รางวัล คนทำงานก็คงมีกำลังใจทำต่อไปใช่ไหม หรือมองอีกแง่ การให้รางวัล มันเป็นการตลาดที่ดูดีที่สุดแล้วค่ะ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อทำให้หนังสือเป็นที่รู้จักสำหรับคนทั่วไป
ณ วันนี้สำหรับคุณแล้วการเขียนหนังสือเปรียบได้กับอะไร (ยาเสพติด-ขาดไม่ได้,ลมหายใจ-ขาดไม่ได้ ฯลฯ) แล้วเคยคิดที่จะเลิกเขียนไหม
คงไม่ถึงขนาดหรอกนั้นนะคะ เคยคิดว่าถ้าไม่อยากเขียน หรือไม่มีอะไรจะเขียน ก็คงไม่จำเป็นต้องเขียนหรอกค่ะ ไปเป็นคนอ่านอย่างเดียวคงสนุกกว่า ส่วนเรื่องเลิกเขียน เคยคิดว่าถ้าแก่มากๆ หรือป่วยหนัก จนใช้มือเขียนเองไม่ได้ แล้วต้องพูดให้คนอื่นเขียนให้อะไรอย่างนั้น ดิฉันอาจจะไม่ทำ คงเลิกเขียนไปเลย เพราะคงจะเขินๆ คนที่จดให้เราน่าดู คงไม่ชินแน่เลยกับการทำงานอย่างนั้น แต่ก็ไม่แน่ใจหรอกว่าถ้าถึงเวลานั้นจริงๆ เราจะต้องทำหรือเปล่า คือถ้าแรงขับภายในมันเยอะมาก ก็คงต้องทำนะคะ แต่ก็หวังว่าตัวเองคงไม่ต้องจนมุมถึงขนาดนั้น แต่ชีวิตคนเรามันก็ไม่แน่นอน ใครจะรู้ใช่ไหม
คำแนะนำถึงนักอยากเขียนกวีว่าเขาต้องเริ่มต้นที่จุดไหน และพัฒนาตัวเองอย่างไร
ดิฉันไม่คิดว่าตัวเองจะให้คำแนะนำใครในเรื่องนี้ได้นะคะ เพราะถ้าเกี่ยวกับกวี ดิฉันก็เป็นแค่คนอ่านธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นเองค่ะ และถ้าจะแนะนำ ก็คงแนะนำได้แต่เพียงว่า ถ้าอยากเขียนอะไร ก็พยายามศึกษาและอ่านงานประเภทนั้นให้เยอะที่สุด และให้หลากหลายที่สุดค่ะ
สุดท้าย ขอรายชื่อนักเขียนคนโปรด 5 คนและรายชื่อหนังสือเล่มโปรด 5 เล่ม
หลายปีมานี้ เคยตอบเรื่องนักเขียนคนโปรดกับหนังสือเล่มโปรดมาหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ไม่ค่อยซ้ำกันเลย คงขึ้นกับว่าช่วงนั้นสนใจอะไรอยู่ เอาเป็นว่า “โปรด” ในช่วงเวลาหนึ่งเวลานั้นก็แล้วกันนะคะ
“5 โปรด” สำหรับหนังสือและนักเขียนช่วงนี้ ก็มีดังนี้ค่ะ

1.Sixty Million Frenchmen Can’t Be Wrong :
Jean Benoit Nadeau, Julie Barlow
หลายปีมานี้ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้หลายรอบ เพราะหน้าที่การงาน ทำให้ดิฉันมีโอกาสพบปะเกี่ยวข้องกับคนฝรั่งเศสค่อนข้างมากกว่าชาติอื่น โดยเฉพาะคนฝรั่งเศสที่อยู่ในเมืองไทย จากที่เคยทำงานร่วมกันหลายครั้ง ก็รู้สึกถึงความแตกต่างด้านวัฒนธรรมค่อนข้างมาก เช่นว่าทำไมสรุปกันแล้วยังเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หรือเวลานัดกันทำไมเขาชอบมาสาย เอ๊ะ มันเรื่องปกติสำหรับเขาหรือเปล่านะ บางทีเขามาเลทเป็นชั่วโมง คนก็รอกันเต็มเลย พอมาถึงเขาก็ร่าเริง สดชื่น ไม่มีการขอโทษ ทุกอย่างปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเราก็ เอ๊ะ มันยังไงนะ พออ่านหนังสือเล่มนี้ก็เข้าใจมากขึ้น อย่างชื่อหนังสือก็ฮาแล้ว “คนฝรั่งเศสหกสิบล้านคนไม่เคยผิด” มันเป็นไปได้ไง นักเขียนสองคนนี้เขาเป็นนักข่าวแคนาดาที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในฝรั่งเศสหลายปี แล้วเขียนหนังสือเล่มนี้ คาดว่าคงเขียนขึ้นมาด้วยข้อสังเกตเบื้องต้นคล้ายๆ เรา หนังสือจึงมีรายละเอียดเกี่ยวกับวัฒนธรรมย่อยค่อนข้างเยอะ อ่านแล้วค่อนข้างทึ่งกับหลายๆ อย่างที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นฝรั่งเศส
2.วันใบไม้ร่วงของคนไกลบ้านอารยา ราษฎร์จำเริญสุข
หลายปีก่อน ดิฉันมีโอกาสสัมภาษณ์อาจารย์อารยา ลงตีพิมพ์ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ตอนนั้นเธอจัดแสดงผลงานศิลปะของเธอที่หอศิลป์เจ้าฟ้า น่าจะเป็นการแสดงงานคอนเซ็ปต์ชวลอาร์ตยุคแรกๆ ของเมืองไทย
สองสามปีมานี้ พอได้มาทำนิตยสารฟรีฟอร์ม ดิฉันก็มีโอกาสได้เจอ มีโอกาสได้สัมภาษณ์อาจารย์อีก ก็พบว่าอาจารย์ยังมีจุดยืนเหมือนเดิม แต่ชัดเจน แล้วก็มีพลังยิ่งกว่าเดิม ก็เลยกลับมาอ่านงานเขียนเก่าๆ ของอาจารย์อีก เราก็เจอตัวตนหลายๆ อย่างของอาจารย์มากขึ้น ก็ทำให้ยิ่งชอบมากขึ้น

3.เกียวโตไดอารี่
ปาลิดา พิมพะกร
เล่มนี้มีความประทับใจส่วนตัวเป็นพิเศษหลายอย่าง เริ่มจากตัวคนเขียนซึ่งรู้จักกันเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ดูเหมือนตอนนั้นเธอยังเรียนหนังสืออยู่ แล้วก็มาเจอกันในฐานะเป็นแฟนหนังสือรุ่นแรกๆ ของ’ปราย พันแสง

4.ผู้หญิงสีฟ้าครึ้มฝน
แคลร์ วัลเนียวิคซ์,วลัยภรณ์ นาคพันธ์ : แปล
ดิฉันเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ เลยมีโอกาสอ่านหลายรอบ ทุกครั้งที่อ่านก็จะได้ความรู้สึกแปลกๆ ความคิดใหม่ๆ หลายอย่าง อย่างแรกคือจำได้ว่าเมื่ออ่านรอบแรกนั้นอึ้งไปเลย ดิฉันไม่คิดว่าเรื่องสั้นฝรั่งเศสยุคใหม่จะมีหน้าตาแบบนี้ เพราะที่ผ่านมา ดิฉันจะได้อ่านเรื่องฝรั่งเศสเฉพาะที่มีคนแปลออกมาเป็นภาษาไทยเท่านั้น และหลายเล่มที่ได้อ่าน ก็จะเป็นวรรณกรรมคลาสิค หรือวรรณกรรมตามแบบแผนการเรียนการสอนวรรณคดีในมหาวิทยาลัยบ้านเรา เราจะรู้จักโกแลต บัลซัค ชาร์ต กามูส์ ซึ่งจะว่าเก่าก็เก่ามาก เหมือนเราจะไม่ค่อยได้รู้เลยว่า วรรณกรรมฝรั่งเศสร่วมสมัย ที่คนฝรั่งเศสเขาอ่านเขาเขียนกันอยู่ตอนนี้มันเป็นอย่างไร พอได้อ่านจากเล่มนี้ก็อึ้งไปอย่างที่บอก
ดิฉันคิดว่างานเขียนที่เป็นยุคทองของวรรณคดีฝรั่งเศส คนไทยเราคงได้อ่านกันไปหมดแล้ว เมื่อยี่สิบสามสิบปีที่แล้ว ฝรั่งเศสคงไม่ได้ผลิตนักคิดนักเขียนอย่างนั้นให้กับวงการวรรณกรรมโลกมาหลายปีแล้ว เมื่อก่อนนักเขียนฝรั่งเศสอาจจะเป็นผู้นำทางความคิด แต่นักเขียนฝรั่งเศสยุคใหม่อาจจะไม่ใช่อย่างนั้น อย่างงานของแคลร์ วัลเนียวิคซ์เล่มนี้ ดิฉันคิดว่าเธอได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอเมริกันค่อนข้างเยอะ อย่างเรื่องแรกที่เป็นชื่อเล่ม ก็น่าจะได้อิทธิพลจาก Chic Lit มาเต็มๆ เลย แต่คงเป็นเพราะเขาอยู่ฝั่งยุโรป การนำเสนอก็เลยค่อนข้างสงวนท่าที ไม่โฉ่งฉ่าง เรื่องของเขาที่ออกมาก็เลยน่าอ่านกว่า ลึกกว่า มีมิติทางวรรณศิลป์มากกว่า ก็ถือว่าเปิดมุมมองเกี่ยวกับวรรณกรรมฝรั่งเศสร่วมสมัยให้ดิฉันได้มากเลย

5. Conditions of Love
John Armstrong
....
ถ้าเจอหนังสือเล่มนี้ในร้านหนังสือ ดิฉันคงไม่มีทางชายตาแลหรือหยิบขึ้นอ่านมาแน่นอน แต่บังเอิญมีคนเอาหนังสือมานำเสนอที่สำนักพิมพ์ ให้ดิฉันซื้อลิขสิทธิ์มาแปลเป็นภาษาไทย แล้วคนที่อยากแปลงานเล่มนี้เป็นภาษาไทยนั้น ก็เป็นนักเขียนนักแปลชื่อดัง ดิฉันก็เลยแปลกใจมาก เพราะพี่เค้าไม่น่าจะสนใจอะไรแบบนี้แล้วนะ จึงสนใจว่าหนังสือมันมีดีตรงไหน
คนเขียนเป็นศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ ก็เลยมีบทวิเคราะห์ทั้งในเชิงจิตวิทยา วิวัฒนาการมนุษย์ รวมถึงประวัติศาสตร์สังคม มาอ้างอิงให้เราคิดตามได้อย่างรอบด้าน หนังสือค่อนข้างอ่านยากนิดนึง แล้วคนเขียนก็ไม่ได้สรุปตายตัวว่ามันอย่างนั้นอย่างนี้ เวลาอ่าน เราต้องตะล่อมหาข้อสรุปเอาเอง โดยการเปรียบเทียบกับตัวเราเองหรือเรื่องราวที่เราเคยผ่านพบ ก็ถือว่าเป็นหนังสือที่เปิดมุมคิดใหม่ๆ ได้มากที่สุดอีกเล่มหนึ่งก็เลยชอบเป็นพิเศษค่ะ
Celebrity on Web 'ปราย พันแสง จากหน้าหนังสือสู่หน้าบล็อก จากนิตยสาร E.COMMERCE ฉบับ 114 เดือน มิถุนายน 2551
'ปราย พันแสง จากหน้าหนังสือสู่หน้าบล็อก
จากคอลัมน์ Celebrity on Web
นิตยสาร E.COMMERCE
ฉบับที่ 114 เดือน มิถุนายน 2551
'ปราย พันแสง จากหน้าหนังสือสู่หน้าบล็อก
คงจะเป็นการอ่านรอบที่สาม โบยบินแล้วไม่หวนคืน
นี่คงจะเป็นการอ่านรอบที่สามโบยบินแล้วไม่หวนคืน
"บางเรื่องราว มีกลิ่นหอมหวาน น่ารัก บางเรื่องสื่อถึงความจริงบางอย่างที่บางครั้งเราเกือบลืมเลือนมันไป"
จาก บ้านนู๋หวีด
....
........
อยากอ่านหนังสือแต่ไม่รู้จะอ่านอะไรดี ทุกวันก็ได้แต่หยุดยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือ เอื้อมมือออกไปและหยุดชะงักอยู่แค่นั้น ไม่ยอมหยิบหนังสือมาอ่าน
....
.........
นั่งรอหนังสือที่เพื่อนรักบอกว่าจะส่งมาให้ รอ...ร๊อ...รอ ก็ยังไม่มีวี่แววว่าคุณเธอจะส่งมาซักที บอกจะส่งของขวัญ(หนังสือ)มาให้ตั้งแต่หลังสงกรานต์จนบัด now ของขวัญวันเกิดเราก็ยังคงนอนแน่นิ่งอยู่ที่เดิม ณ.เชียงใหม่ เหอๆ บ่นมากไปก็ไม่ได้ เดี๋ยวโดนคุณเธอกัดจิกกลับมา เจ็บตัวเปล่าๆ
...........
"ทีของขวัญวันเกิดช้านแกยังดองข้ามปี นี่ชั้นดองของขวัญแกไม่ถึงเดือนทำบ่น" แหะๆ...ก็เราไปดองของเค้าก่อนนี่นา....เอาวะ ร้องเพลงรอต่อไป จนกว่าคนข้างๆคุณเธอจะมีเวลา และเห็นใจสาวสวยน่ารักคนนี้ว่าร้องเพลงรอหลายรอบจนเสียงแห้งมานานพอควรแล้ว
.............
ตอนนี้เลยต้องหาซื้อ Magazine มาอ่านแก้ขัดไปพลางๆก่อน (จริงๆซื้อมาแทบไม่ได้อ่านเลย นั่งเปิดๆดูจนหมดเล่มแล้วก็โยนทิ้งไว้อย่างนั้น) เมื่อวานก็ไปซื้อมา 3 เล่ม (เอากะมานสิ เหอๆ) ทีแรกคิดว่า 3 เล่มนี้คงอ่านได้ 2-3 วัน แต่ที่ไหนได้ พอดึกๆ Magazine ทั้งหลายก็จรลีไปอยู่ข้างเตียงหมด (ไม่มีอารมณ์อ่านง่ะ) อยากอ่านหนังสือๆๆๆๆ...ลุกไปหาหนังสือมาอ่านดีกว่า...
.
.
"อ่านอะไรดีหว่า" บ่นกับตัวเอง สายตาก็ไล่ไปตามหนังสือบนชั้นวางหนังสือสีเขียวสดอย่างช้าๆ
....เทพนิยายกรีก...อ่านแล้ว
....เทวดาฝรั่ง....อยากอ่าน แต่ไว้ก่อน...
....บุหลันแรม...นกไม่มีปีก...ท่าทางจะหนักไป..ผ่าน...
....เม้าท์แม่....อ่านแล้ว
Love letter...เพิ่งอ่านจบ...
..............
เล่มไหนดีหว่า??......"เอาเล่มนี้ละกัน" ฉันดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากชั้น...หนังสือหน้าปกสีเขียวใสเย็นตา ไม่หนามาก "โบยบินแล้วไม่หวนคืน (เรื่องส่วนตัว) 'ปราย พันแสง" นี่คงจะเป็นรอบที่ 3 แล้วที่ฉันอ่านหนังสือเล่มนี้ เปิดอ่านอีกทีก็ยังคงชอบเรื่องราวต่างๆภายในเล่มที่พี่ปรายเขียน มีทั้งเป็นบทกลอน บทความ..เรื่องสั้น บทสัมภาษณ์ เรื่องส่วนตัวของคนเขียน บางเรื่องราว มีกลิ่นหอมหวาน น่ารัก บางเรื่องสื่อถึงความจริงบางอย่างที่บางครั้งเราเกือบลืมเลือนมันไป
.........
เปิดอ่านไปทีละหน้าอย่างตั้งใจไปสักพักใจก็เริ่มคิดสงสัย ชื่นชม และแอบอิจฉาขึ้นมานิดๆว่าทำไมเค้า (นักเขียน) ถึงได้เขียนอะไรๆได้ดีจัง...สั้นๆ ง่ายๆ แต่แฝงไว้ด้วยความหมาย แง่คิดมากมาย
...........
ไอ้เราอยากเขียนได้แบบเค้ามั่ง นั่งเขียน นั่งพยายามแทบตายกลับเหลวเป๋วไม่เป็นท่าไปซะทุกที ที่เขียนไปวันๆก็ได้อยู่แค่นี้ เขียนออกมาแบบตรงๆ ทื่อๆ คิดยังไงก็เขียนอย่างนั้น ขัดเกลาถ้อยคำให้สละสลวยแบบคนอื่นไม่เคยได้ซักที บางครั้งเขียนเสร็จก็นั่งอายตัวเองอยู่เหมือนกันว่าชั้นเขียนอะไรไปนี่ เหมือนกับแค่มานั่งบ่นๆให้คนอื่นอ่านเลย...เฮ้อ...
........
เอาน่าๆ ไม่เป็นไร ถึงเราจะเขียนให้ใครๆคิดตามได้ไม่ดีนัก แต่เราก็รักที่จะคิดตามในสิ่งที่ใครๆ เขียนละกันน่า ^ ^
ลูกหลานของมูราคามิ

ลูกหลานของมูราคามิ
จากบล็อก opera.com ห้วงคำนึงของหุ่นกระป๋องตัวหนึ่ง
มีประชากรนักเขียนนับหัวกันแล้วในประเทศนี้ อาจไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด
หากนับด้วยฐานะของรายได้ที่บุคคลผู้เรียกตัวเองว่านักเขียนนั้น หาได้จากงานเขียนของตัวเองจริงๆ
.........
“แกลองคิดดูสิ ถ้านักเขียนเท่าที่มีอยู่น้อยนิด พากันเขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง อาทิเช่น เหตุไฉนหนอ ตูข้าถึงมาเป็นนักเขียน แล้วตูข้าจะฟันฝ่าสถานะของความล้มเหลวในผลงานที่วางอยู่บนความฝันที่สั่นคลอนได้อย่างไร มันคงจะน่าเบื่อพิลึกนะ ที่ทุกคนพากันเขียนเกี่ยวกับตัวเอง เพราะกรอบของคำว่า จงเขียนสิ่งที่คุณรู้ดีที่สุด มันครอบอยู่”
............
มันอีกแล้วครับทั่น เจ้านายผมมันเริ่มบ่นตามประสาอีกแล้ว หลังจากอ่านหนังสือ HARUKI STUDY BOOK MURAKAMI
หรือฉบับแปลในชื่อภาษาไทยว่า ศาสดาเบสต์เซลเลอร์ ของ ‘ปราย พันแสง
.........
หนังสือเล่มนี้เปลื้องเปลือยชีวิตของนักเขียนผู้เปรียบเสมือนหลักปักหมุดให้กับงานเขียนสมัยใหม่ หลังยุคสงครามเย็น
ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการแสวงหาตัวตน
..
งานเขียนของมูราคามิ ในทัศนะของเคนซาบุโร โอเอะ ที่เป็น ภาพจำลองอนาคตญี่ปุ่นที่สะเปะสะปะไร้ทิศทาง นั้น มันมีอิทธิพล มันมี “อะไร” มากกว่าแค่การพร่ำบ่นถึงชีวิตของนักเขียนหนุ่มคนหนึ่ง ที่พยายามอย่างยิ่งในการเติมเต็มชีวิตอันว่างเปล่าไร้ทิศทาง ด้วยการดวลเบียร์เข้าไปจนเต็มกระเพาะ ตลอดฤดูร้อน
.............
“คุณและค่าของการที่นักเขียนคนหนึ่ง หรือคนที่กล้าเรียกตัวเองด้วยคำนั้น จรดพรมมือลงบนแป้นพิม์
เขียนแต่สิ่งที่เป็นส่วนตัวเอามากๆ อย่างชีวิตตัวเองลงในสิ่งที่เรียกว่า นิยาย นั้น วัดกันจากอะไร ?”
............
ผมอ้าปากหวอ สารภาพกับตัวเอง (โดยไม่กล้าเอ่ยกับเจ้านาย) ว่า กูก็ไม่รู้ (โว้ย !)
...........
เราวัดด้วยอะไรเหรอ ? จากงานเขียนชิ้นหนึ่ง
...........
สงครามและสันติภาพ ของทรอสทรอย มีคุณค่ามากกว่าหรือน้อยกว่า กลาย ของฟรันซ์ คาฟคา
“แกลองคิดดูสิ ถ้านักเขียนทุกคนในประเทศนี้ พากันเขียนเกี่ยวกับเรื่องของนักเขียนอีกคนในตัวเอง เราจะมีวรรณกรรมแบบไหนบนชั้นหนังสือ ฉันก็ไม่ได้อยากชี้นิ้วโบ้ยไปที่มูราคามิหรอกนาโว้ย แต่เราหมกมุ่นอยู่กับการค้นหา ตั้งคำถาม รื้อคำตอบ สร้างคำถามชุดใหม่ พิสูจน์สมมุติฐานจากทฤษฎีที่เราก็ไม่ได้เชื่อมั่นอะไรนักหนา เพื่ออะไรวะ ? เพื่อบอกคนอ่านในหน้าสุดท้ายว่า ขอโต๊ด งานเขียนชิ้นนี้เป็นเรื่องของนักเขียนคนหนึ่งคร้าบบบ”
...........
เราอยู่ในยุคที่ไม่รู้ว่าควรจะเดินไปทางไหนจริงๆ หรือแค่เราแสแสร้งแกล้งทำ เพราะมันทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นๆ กันแน่ ?
...........
ผมครุ่นคิดเรื่องนี้ เท่าที่สมองผุๆ ขึ้นสนิมของผมพอจะนึกออก
การปะทะของสองยุคสมัย
การวิพากษ์และวิจารณ์คนรุ่นใหม่ของคนรุ่นก่อน
เกิดและดำเนินไปอย่างคู่ขนานมาเสมอ ไม่ว่าในยุคสมัยไหน
แต่เสรีภาพแบบไหนกัน ที่เราปรารถนา
เราจะพากันเดินดุ่มๆ ในความมืด มีแสงจากไฟแช็คราคาถูกเพื่อส่องนำทาง
แล้วหลอกตัวเอง ว่านั่นถือวิถีของกบฎงั้นหรือ ?
.............
เพื่ออะไร ?
............
รอยทางของคนรุ่นก่อนที่ปูไว้ มันน่ารังเกียจ กระทั่งชวนให้ขยะแขยงถึงขั้นภาคเสธรากเหง้าตัวเองเชียวหรือ ?
......
กลับพบว่า มันเอาแต่ออกนอกลู่ เอาแต่ชมนก ชมไม้ เราจะเดินไปเบิ๊ดกะโหลกมันสักเผียะดีไหม ?
...........
มันน่าคิดนะ
............
คำถามเรื่องคนแต่ละรุ่น มันโยงกลับไปสู่คำถามข้างบน ถึงคุณและค่าของการเขียนที่เจ้านายผมยึดถืออยู่
ทั้งสองคำถามนี้ มันทำให้ผมนึกวลีเก่าแก่ (มั้ง) ที่พูดว่า
............
“ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นใคร แต่สิ่งที่คุณทำต่างหากจะเป็นตัวบอก”
Oh ! yeh
ผมเกลียดเธอ ผมรักเธอ …ชีิวิต
หากจะซื้อก็เป็นเพราะจำไม่ได้ว่าเคยซื้อไปแล้ว ซึ่งมันก็เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง
วันนี้ผมซื้อหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง ไม่ใช่เป็นเพราะว่าจำไม่ได้ แต่ผมจำได้แน่นอนว่าเคยซื้อไปแล้ว คิดว่าหนังสือคงซุกอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้อง
ผมซื้อหนังสือเล่มนี้เพราะ ชื่อของมันบังเอิญตรงกับความรู้สึกของผมในตอนนั้นพอดี
ผมเห็นเธอกับเขานั่งสวีทหวานอยู่ในร้านกาแฟ เธอนั่งเอนตัวไปพิงเขา เขาเองก็เอามืออ้อมไปโอบตัวเธอไว้ เธอกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ ส่วนเขาก็นั่งมองดูเธอด้วยท่าทีสบายๆ
ผมและเธอเคยมานั่งทานกาแฟที่นี่ด้วยกันบ่อยครั้ง ผมก็เคยนั่งมองเธออ่านหนังสือด้วยสายตาเช่นเดียวกันกับเขากำลังทำอยู่นี้
ใช่ ผมจำได้ว่าเธอเคยยืม “ฉันเกลียดเธอ ฉันรักเธอ …ชีวิต” เล่มแรกที่ผมซื้อไปอ่าน และเธอก็เอาทุกอย่างที่ยืมไป รวมทั้งหนังสือเล่มนี้ มาคืนผมในช่วงที่เธอกำลังเปลี่ยนไปรักกับเขา
วันนี้ผมตั้งใจไปทานกาแฟอร่อยๆ ที่ร้านนี้สักแก้ว แต่ก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจ แล้วพาตัวเองย้ายไปร้านอื่นแทน
ผมเดินจากมาด้วยความมึนงง และพยายามทำความเข้าใจว่าตัวเองรู้สึกยังไงกันแน่ ก่อนจะถึงร้านกาแฟผมแวะที่ร้านหนังสือ แล้วก็บังเอิญไปเห็นปกหนังสือเล่มนี้
ใช่แล้ว … ผมเกลียดเธอ ผมรักเธอ …ชีิวิต
มันเป็นเช่นเดียวกับที่พี่’ปรายได้เขียนเอาไว้ในหน้าแรกๆ แต่ขอดัดแปลงต้นฉบับให้เป็นเวอร์ชันส่วนตัวว่า “เธอเป็นคนที่ผ่านมา ทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป เธอทำให้ผมเป็นเกินกว่าที่เคยเป็นได้“
แต่ผมก็หวังไว้ว่า เธอจะผ่านมา และจะผ่านพ้นไปจากใจผมในสักวันหนึ่ง
ผมยังหวังไว้อีกว่า เธอจะได้ทุกอย่างสุขสมใจ และที่สำคัญขอให้เธอรักเขามากกว่าตัวเธอเอง
…
ช่างเป็นค่ำคืนที่แสนยาวนานเสียจริง
…
ฉันอ่านหนังสือของ ‘ปราย พันแสง แล้วร้องไห้ล่ะ
จากบล็อก mailonoon
คิดถึง...ระลึกถึง นึกถึง
‘ปราย พันแสง : เขียน / สำนักพิมพ์ฟรีฟอร์ม / 195 บาท
“ฉันอ่านหนังสือของ ‘ปราย พันแสง แล้วร้องไห้ล่ะ”
ประโยคข้างต้น ฉันบอกกับเพื่อนคนหนึ่ง ส่วนสาเหตุที่ทำให้ร้องไห้ก็คือ หนังสือคัดสรร 15 เรื่องสั้นกว่าทศวรรษของ ‘ปราย พันแสง
คิดถึง...ระลึกถึง นึกถึง คือหนังสือเล่มที่ว่า
สำหรับใครที่เป็นแฟนตัวหนังสือของ ‘ปราย พันแสง จะรู้ว่า ตัวอักษรอันสวยงามที่ร้อยเรียงออกมาเป็นเรื่องราวต่างๆโดยนักเขียนคนนี้ นั้นเป็นอย่างไร ส่วนนักอ่านหน้าใหม่ (ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น) ที่คิดอยากสัมผัสความสวยงามของตัวอักษร หนังสือเล่มนี้จะพาไปพบความสวยงามจากเรื่องราวต่างๆ ที่ได้คัดสรรเรื่องสั้นในรอบกว่าทศวรรษ เพื่อคุณโดยเฉพาะ
เรื่องสั้น 15 เรื่อง ที่ลงตีพิมพ์ต่างกรรม ต่างวาระ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือความสวย ความอบอุ่น หลายครั้งที่งานร้อยแก้วของ ‘ปราย พันแสง ตัวอักษรจะร้อยเรียงออกมา เหมือนกับว่าเราได้อ่านร้อยกรองก็ไม่ปาน และบ่อยครั้งที่เรื่องสั้นเหล่านั้น เรียกความคิดถึง ระลึกถึง และนึกถึง ความรัก หรือเหตุการณ์อดีตอันแสนหวาน จนเรียกน้ำตาออกมาอย่างไม่รู้ตัว
ในความเป็นจริง เหตุการณ์ และการกระทำต่างๆของคนเรา จะถูกทำให้เลือนหายไปด้วยกระแสของเวลา ไม่ว่าเหตุการณ์หรือการกระทำนั้นๆจะเป็นเรื่องน่ายินดี หรือน่าเศร้าสลด ไม่นานหลังจากมันเกิดขึ้น เราก็จะลืมมันไปเสีย
ความรักก็เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราอยากลืมความรักที่ไม่สมหวัง แต่บ่อยครั้งอีกเช่นกันที่คนรอบข้างของเรามีความสุขและจดจำความรักนั้น ตัวอักษรและเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ ทำให้ฉันคิดถึง ระลึกถึง และนึกถึง คนรักในอดีต ความรู้สึกของมนุษย์นั้นช่างน่าอัศจรรย์นัก เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใด ณ แห่งหนไหน เราก็จะนึกถึงอดีตความรักอยู่เสมอ เหมือนในบางส่วนบางตอนจากหนังสือเล่มนี้…
........
‘...คุณอยู่ที่อื่นแล้ว ก็ลองไปที่อื่นบ้างแล้วไง
เราอยู่ที่อื่นแล้ว แต่ทำไมคุณยังไม่ไปไหน
ไม่อยากเชื่อเลยว่าตอนนี้เราจากกันแล้ว
คุณอยู่ไหน ใจฉันอยู่ไหน?...’
บางครั้งฉันและ หรือมนุษย์คนอื่นที่มีเลือดเนื้อก็ทำตัวแปลก เพราะยังคิดถึง ระลึกถึงและ นึกถึง ทั้งๆที่รู้ว่าต้องเจ็บปวดไม่กายก็ใจ หรือเจ็บปวดทั้งสองอย่าง มนุษย์คนอื่นเจ็บปวดเพราะความคิดถึง ฉันไม่รู้เหตุผล แต่สำหรับฉันเห็นด้วยกับในหนังสือเล่มนี้ ที่ว่า
‘ไม่มีเธอ ไม่มีฉัน ใครจะคิดถึงใครหรือเปล่า-ไม่สำคัญ เพราะช่วงเวลานาทีที่เราเคยมีกันนั้น โลกมันก็ดีมากพอแล้ว’
1 Comment
ChronologicalReverseThreaded
replyforevermind wrote on Jan 28
เห็นด้วยเลยค่ะ ชอบงานของ 'ปราย เหมือนกัน
เล่มนี้เพิ่งซื้อมา ยังอ่านได้ไม่มาก แต่ก็ชอบมากจริง ๆ
หวานชื่นกับตัวหนังสือ เหมือนลูกโป่งในอากาศ

ยอมรับตรงๆว่าครั้งแรกที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพราะชื่อของนักเขียน…’ปราย พันแสง ครั้นพอพลิกอ่านปกหลัง...ตัวอักษรที่เรียงรายอยู่ด้านท้ายสุดของปก ทว่าใหญ่โตโดดเด่นที่สุด “บางมนุษย์ไม่เกรงกลัวสิ่งใด และไม่อยากเป็นผู้ชนะอีกต่อไปแล้ว”
...............
มาอีกเรื่องในหนังสือเล่มนี้....เหลือง เหลือง สว่าง กระจ่าง....คุณว่าเธอกำลังเขียนถึงอะไร... คุณรู้จักดอกจันทร์กระจ่างฟ้าไหมคะ นั่นล่ะ...คือสิ่งที่เธอเขียนถึง ดอกไม้สีเหลืองอร่าม ใบสีเขียวเข้มกลมมนที่มาแต้มแต่งสวนของเธอให้มีชีวิตชีวา หากเธอก็ยังไม่ลืมว่าเธอมีสวนดอกไม้ในฝัน ดอกลั่นทมสีขาวข้างเรือนไม้โบราณ...เธอยังบอกอีกว่า...
~*~ไม่ใช่นักวิจารณ์หนังสือมืออาชีพ ก็แค่อยากเล่าถึงหนังสือที่อ่าน..ก็เพียงแค่นั้น...เท่านั้นจริงๆ ~*~
เรื่อง จากกระทู้แนะนำหนังสือของคุณบ้านเลขที่ 33
เรื่องที่ทำให้คิดถึง,Volume ปักษ์หลัง มกราคม 2551

เรื่องที่ทำให้คิดถึง คนที่ทำให้คิดถึง
จากคอลัมน์ Intune book critic นิตยสาร Volume ปักษ์หลัง มกราคม 2551
เรื่อง รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์
.............
ชื่อของ 'ปราย พันแสง เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการน้ำหมึกมานานกว่าทศวรรษ เธอมีผลงานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น บทความ พ็อกเก็ตบุ๊ก บทกวี งานแปล รวมไปถึงภาพยนตร์ และงานด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งหลาย ถึงแม้จะหลากหลายแต่อารมณ์ในงานของเธอก็ก่อรูปให้เราเห็นถึงแนวทางและพื้นที่ของเธอในโลกวรรณกรรมได้อย่างชัดเจน
' คิดถึง...ระลึกถึง...นึกถึง' เป็นผลงานรวมเรื่องสั้นของเธอที่คัดสรรมาแล้ว 15 เรื่อง เคยได้รับการตีพิมพ์มาแล้วทั้งหมด ต่างกรรมต่างวาระกัน บางเรื่องย้อนไปถึงปี พ.ศ. 2534 เลยทีเดียว แต่เมื่ออ่านจบทั้งหมดทุกเรื่องรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างง่ายดาย
ด้วยอารมณ์คิดถึงใครสักคน-จากใครคนหนึ่ง
เรื่องสั้นของ 'ปราย หรืองานเขียนของเธอ ไม่ได้เอาชนะใจคนอ่านด้วยความหลักแหลม หรือความเป็นเรื่องสั้นส่งเข้าประกวด ที่ต้องดีพร้อมด้วยภาษา แง่มุมที่นำเสนอ ความฉลาดล้ำ นุ่มลึกในพล็อต หรือความสร้างสรรค์ที่แปลกแหวกแนว แต่งานของ’ปรายนั้นกลับมีเสน่ห์ด้วยแนวทางของเธอเอง ที่ก่อรูปให้เธอและชื่อของเธอ - - 'ปราย พันแสง เป็นนักเขียนที่มีชื่อในวงกว้าง มีแฟน ๆ คอยติดตามผลงาน และมีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องหลากหลาย (แต่ในอารมณ์เดียวกัน)
อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเจนคือความจัดเจนในการใช้ภาษาเขียนที่สวยงาม และอ่อนไหว ทุกตัวอักษร คำ วลี ประโยค ฯลฯ เต็มไปด้วยอารมณ์ที่เปราะบาง และสื่อผ่านความรู้สึกถึงผู้อ่านได้อย่างมหัศจรรย์ อย่างเช่นใน เรื่องสั้นชื่อ 'ลั่นทมสีแสด'
'อ้อมแขนที่อบอุ่นมักหลอกลวงให้เราหลง'
เพียงประโยค ๆ เดียวเธอสามารถรวบความรู้สึกทั้งหมดของเรื่องสั้นเรื่องนี้ที่กล่าวถึงความรักที่พยายาม จะตัดเยื่อแต่ยังเหลือใยของผู้หญิงคนหนึ่งได้เป็นอย่างดี
หรือในเรื่องสั้นที่ชื่อ 'ประกายตาในหางนกยูง'
'เราซอนตา เราดิ่งใจ มุ่งมาดปรารถนาด่ำลึกหาความหมายทั้งหมดทั้งมวลของจักรวาลจากกระดาษเหลืองลออแผ่นเล็กเบื้องหน้า และสิ่งที่เราต่างพยายามค้นควานหาในความหมายที่ลึกซึ้งกว่าจักรวาลคือความในใจของคนเบื้องหน้า'
นี่คือความสวย เศร้า และลึกซึ้งในอารมณ์ของตัวอักษรที่เธอเรียบเรียงขึ้น
นอกจากภาษาที่สวยและเต็มตื้นไปทุกเม็ดหน่วยของอารมณ์แล้ว วิธีการสรรค์สร้างเรื่องสั้นของเธอยังน่าสนใจยิ่ง เธอไม่ได้เขียนเรื่องราวเป็นพล็อตนิยายที่จะต้องมีพระเอก นางเอก หรือตัวเอก มีเรื่องราวที่ดำเนินไปอย่างโจ่งแจ้งชัดเจน เรื่องสั้นของเธอเหมือนชิ้นส่วนในแต่ละหน้าของไดอารี่ที่นำมาต่อกัน บางหน้าอาจไร้ชื่อตัวละคร มีเพียง 'ฉัน' และ 'เขา' หรือบางเรื่องราวก็อาจมีเพียงฉัน แต่ไร้ 'เขา' มีเพียงความรู้สึกของฉันต่อเขา ต่อดอกไม้ในสวน สายลม แสงแดด กลิ่นอายของสายฝน และกรุ่นกลิ่นของกาแฟ
เหมือนกับ’ปราย ได้หยิบยื่นไดอารี่ส่วนตัวให้เราได้พลิกอ่าน ชอนไชเข้าไปสู่ห้วงอดีต ความทรงจำระหว่างเธอกับใครบางคน ดอกไม้ดอกหนึ่ง และสรรพสิ่งรอบตัวที่เธอเก็บกักไว้ในบันทึกเล่มนี้ เพียงหนึ่งหน้ากระดาษหรือไม่กี่บรรทัดที่เขียนขึ้น
ไม่เพียงอารมณ์เศร้าหม่นศร้าและอ่อนไหวในเรื่องสั้นหลาย ๆ เรื่องที่เธอเขียนได้ดี แต่อารมณ์อบอุ่นและสดใสในแบบที่อ่านแล้วต้องอมยิ้ม เธอก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น 'จันทร์กะจ่างฟ้ายามบ่าย 'เพื่อนแปลกหน้าและผู้หญิงเห่าได้ 'เนตรดาว : เราเห็นกันในความรู้สึก' 'คืนหนึ่งเรารักกัน'
เธอเรียกกลับความรู้สึกแรกที่เราตกหลุมรักใครสักคนกลับมาได้อย่างสวยงาม
นอกจากนี้ยังมีเรื่องสั้นอยู่ 3-4 เรื่องที่น่าสนใจด้วยอารมณ์ที่แตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ ด้วยการแฝงอารมณ์จิกกัดความเป็นหญิง-ชายในแบบเฟมินิสต์ น่ารัก ๆ ไม่ว่าจะเป็น 'ผู้หญิงมาจากดอกทานตะวัน' (คาดว่าจงใจล้อเลียนประโยคที่ว่า 'ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์ จากหนังสือ Men Are From Mar Women Are Froman Venus ของ John Gray) หรือ ' เทพนิยายคืนวันพุธ' ที่ส่อสำเนียงอย่างชัดเจน
ใครเป็นแฟนหนังสือของเธอคงยังพอจำได้ว่า’ปรายเคยออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ 'จระเข้ ผึ้ง ตั๊กแตน โจดี้ ฟอสเตอร์ ผู้ชาย ผู้หญิง' เมื่อนานมาแล้ว เรื่องสั้นที่กล่าวถึงคงเป็นร่องรอยความคิดที่ยังหลงเหลือจาก 'เทรนด์' การพูดถึงเรื่องชาย-หญิงในยุคนั้น แต่เมื่อพิจารณาเรื่องสั้นเกือบทั้งหมดของเธอให้ดีจะเห็นว่าทุกเรื่องล้วนยกให้ 'ผู้หญิง' เป็นตัวเอกที่มีความลึกซึ้ง อ่อนไหวในอารมณ์และความสัมพันธ์อย่างมากล้นและมากกว่าผู้ชาย ตัวอย่างเช่นในเรื่องสั้น 'ตำนานดาว'
จนบางครั้งกลายเป็นการ 'ครวญคร่ำ' มากกว่า 'ครวญใคร่'
ความประทับใจต่อหนังสือเล่มนี้คือความสามารถของ ปรายที่งัดแงะความรู้สึกที่ 'จริง' 'อ่อนไหว' และ 'ลึกซึ้ง' ของ 'ผู้หญิง' 'ที่อยู่ในความสัมพันธ์' 'รัก' 'กำลังจะรัก' 'กำลังจะเลิกรัก' 'เลิกรัก' หรือทุกอย่างล้วนผ่านพ้นไปแล้ว-ด้วยดี หรือเลวร้าย มาเรียบเรียงเป็นเรื่องราวให้เราอ่าน
และแน่นอนว่าเรื่องราวของเธอสะท้อนให้เราคิดถึงใครบางคนในอดีต
ในความทรงจำของเราเอง
รสละมุนจาก 2 นักเขียนหญิง,ผู้จัดการออนไลน์15-01-51
Metro Life
ฟ้าโน้นเป็นของเธอ - สิริมา อภิจาริน
คิดถึง ระลึกถึง นึกถึง Miss you -’ปราย พันแสง
งดงามในความคิดถึง...รวมเรื่องสั้นรสละมุนจาก 2 นักเขียนหญิง
โดย รพี อัสดง ,Metro Life,ผู้จัดการออนไลน์,15 มกราคม 2551
.....
....
“ผู้หญิงนั่นแหละ รักแทบล้มประดาตาย แต่แสร้งทำเป็นไม่รัก ปากไม่ตรงกับใจคงเป็นธรรมชาติของพวกเธอสินะ”
...
หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็คงจะจริง ที่เขาว่ากันว่า ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์ ผู้ชายมาจากดาวอังคาร... เพราะมาจากดาวคนละดวงอย่างนั้นใช่ไหม มิน่าเล่า เราถึงไม่เข้าใจกันเลย
..................
...
ก็แหม...ดอกไม้ยังมีหลายพันธุ์หลากสีนี่นะ ผู้หญิงก็ไม่ต่างกันย่อมมีวิธีแสดงออกได้หลายรูปแบบ หรือหากจะเก็บงำ...ก็ทำได้ไร้ที่ติ
เพราะคำบางคำไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ย หากใช้ “ใจ” มองหาย่อมค้นพบได้ไม่ยาก ...ในทางกลับกันความรู้สึกบางอย่างก็ลึกซึ้ง ลึกล้ำจนไม่อาจหาถ้อยคำใดมาพรรณนา...เป็น “ความนัย” ที่จักเผยตัวต่อผู้ที่เปิดใจกว้าง มองด้วยความรู้สึก มิใช่หยุดอยู่เพียงแค่ตาเห็น...
แต่เพราะคนเรามักละทิ้ง หลงลืม บางสิ่งอันละเอียดอ่อนงดงามที่ซุกซ่อนอยู่ ด้วยเหตุนี้ “มุมวรรณกรรม” จึงขอหยิบหนังสือรวมเรื่องสั้นจาก 2 นักเขียนหญิง ที่ชวนให้หัวใจได้ฉุกคิด ทบทวนถึงความรู้สึกบางอย่าง ที่เราทำตกหล่นหรือเคยมองข้ามไป สำคัญกว่านั้น เรื่องสั้นเหล่านี้อาจช่วยเปิดใจเราให้สัมผัสใจอีกฝ่ายได้ดีกว่าเคย
ขอบฟ้าโน้นเป็นของเธอ ผลงานรวมเรื่องสั้นของ สิริมา อภิจาริน (สำนักพิมพ์อรุณ) และ คิดถึง ระลึกถึง นึกถึง Miss you รวมเรื่องสั้นของ ’ปราย พันแสง(สำนักพิมพ์ ฟรีฟอร์ม) คือหนังสือที่เรานำมาฝากท่านผู้อ่านในวันนี้
ทั้งสองเล่มนับว่ามีความคล้ายคลึงกันไม่น้อยในเรื่องของการบอกเล่าด้วย “อารมณ์” หรือ “สำเนียง” ของผู้หญิง หากแต่ในความเหมือนก็มีความต่างที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของ “ความรัก” และ “ความเหงา”
เรื่องสั้นของสิริมา ซึ่งเป็นการรวบรวมผลงานที่เคยตีพิมพ์ในสตรีสารและลลนา เมื่อราว 10-20 ปีก่อน มาพิมพ์ใหม่ มีเสน่ห์อยู่ที่สำนวนภาษาอันละเลียดละไม ลื่นไหล เรื่องสั้นทั้งหมดในเล่มว่าด้วยชีวิตหนุ่มสาวที่ไปเรียนต่อเมืองนอก โดยเล่าผ่านมุมมองของหญิงสาวผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง ซึ่งได้รู้จัก พบพาน กับผู้คนหลายหลากที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บางคนจากไปแล้วหากเรื่องราวยังอยู่ในความทรงจำ
บ้างพบกันเพียงเพื่อเรียนรู้ในความแตกต่างแล้วร่ำลา และกับบางคน-บางคู่ โชคชะตานำพาให้พวกเขามาพบเพื่อใช้ชีวิตร่วมกัน
หลายเรื่องสั้นของสิริมา แม้จบลงด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างต้องมีเส้นทางของตนเอง แต่น้ำเสียงที่เล่า คล้ายจะเต็มไปด้วยความเข้าใจในความพลัดพรากว่าเป็นสัจธรรมของชีวิต เป็นเรื่องปรกติธรรมดาที่ต้องพบเจอ หลายเรื่องชวนให้เราแต้มรอยยิ้มไว้ที่มุมปากจนถึงบรรทัดสุดท้าย
ต่างจากเรื่องสั้นของ ’ปราย พันแสง ที่มี “ความเหงา” “ความเศร้า” อวลอยู่ในแทบทุกบรรทัด ทุกถ้อยความ กรุ่นอยู่ในทุกตัวอักษรอันละมุนละไมและงดงาม
แต่ไม่ว่าอย่างไร แม้ในการพลัดพรากและจากลา อาจนำมาซึ่งความอาดูร อาลัย อาวรณ์...ใครบางคนอาจไม่เคยได้รับการ “เติมเต็ม” จากใครได้อีกตลอดชั่วชีวิตที่เหลือ กระนั้นก็ยังคงมีความงดงาม หวามไหว ปรากฏอยู่ในทุกห้วงยามของความทรงจำ


